ลูกเตี้ยกว่าเพื่อนในห้อง ต้องเริ่มกังวลตอนไหน
ตอนไปรับลูกที่โรงเรียน เราเห็นเขายืนอยู่ท้ายแถวอีกแล้ว
กลับถึงบ้านก็เอาไปเทียบกับลูกพี่ลูกน้องวัยเดียวกัน แล้วก็เริ่มคิดว่าควรทำอะไรสักอย่างหรือยัง หรือนี่เป็นแค่ความกังวลเกินเหตุของเราเอง
ความจริงคือการเทียบกับเด็กคนอื่นบอกอะไรได้น้อยกว่าที่คิดมาก สิ่งที่บอกได้จริงคือกราฟการเจริญเติบโตของลูกเอง บทความนี้จะสอนอ่านมันแบบที่พ่อแม่ใช้ได้จริง
เตี้ยกว่าเพื่อน ไม่เท่ากับเตี้ยกว่าเกณฑ์

เด็กในห้องเดียวกันอาจอายุต่างกันได้เกือบหนึ่งปี และมาจากพันธุกรรมคนละแบบ การที่ลูกยืนท้ายแถวจึงยังไม่ใช่ข้อมูลอะไรเลย มันบอกแค่ว่าเขาเตี้ยกว่าเด็กกลุ่มนั้น ไม่ได้บอกว่าเขาเตี้ยกว่าที่ควรจะเป็น
เปอร์เซ็นไทล์บอกอะไร
ถ้าลูกอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 แปลว่าในเด็กร้อยคนที่อายุและเพศเดียวกัน มีราว 25 คนที่เตี้ยกว่าเขา และ 75 คนที่สูงกว่า ตัวเลขนี้ไม่ใช่คะแนนสอบ การอยู่เส้นล่างไม่ได้แปลว่าผิดปกติ เด็กที่อยู่เส้นล่างแต่โตขึ้นตามเส้นของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ถือว่าปกติดี
สิ่งที่สำคัญกว่าตำแหน่ง คือทิศทาง
เด็กที่เคยอยู่เส้น 50 แล้วค่อย ๆ ตกลงมาอยู่เส้น 15 ภายในสองปี น่าใส่ใจมากกว่าเด็กที่อยู่เส้น 10 มาตลอดตั้งแต่เกิด เพราะการข้ามเส้นลงมาคือสัญญาณว่ามีบางอย่างเปลี่ยน ส่วนการอยู่เส้นต่ำแต่คงที่ มักเป็นแค่พันธุกรรมของครอบครัวนั้น
ความสูงเป้าหมายจากพ่อแม่
มีสูตรคร่าว ๆ ที่ใช้ประเมินได้เอง สำหรับลูกชายคือเอาส่วนสูงพ่อบวกส่วนสูงแม่บวก 13 แล้วหารสอง ส่วนลูกสาวคือเอาส่วนสูงพ่อบวกส่วนสูงแม่ลบ 13 แล้วหารสอง ตัวเลขที่ได้มีช่วงคลาดเคลื่อนราว 8 เซนติเมตรทั้งขึ้นและลง ใช้ดูว่าลูกกำลังโตไปในทิศทางที่สอดคล้องกับพันธุกรรมของบ้านเราหรือไม่
เมื่อไรที่ควรพาไปพบแพทย์

มีสัญญาณบางอย่างที่ไม่ควรรอดูเอง ควรพาไปให้แพทย์ประเมิน
ส่วนสูงอยู่ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 ของกราฟ
ข้ามเส้นเปอร์เซ็นไทล์ลงมาอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ
โตช้ากว่าปีละ 4 ถึง 5 เซนติเมตรในช่วงวัยเรียน
เตี้ยกว่าความสูงเป้าหมายจากพ่อแม่อย่างมาก
เตี้ยร่วมกับน้ำหนักไม่ขึ้น อ่อนเพลียผิดปกติ หรือมีโรคประจำตัวอยู่ก่อน
วัดให้ถูกก่อนจะกังวล
คนเราสูงตอนเช้ามากกว่าตอนเย็นได้ราวหนึ่งเซนติเมตร การวัดจึงควรทำในเวลาใกล้เคียงกันทุกครั้ง ให้ถอดรองเท้า ยืนส้นเท้าชิดผนัง มองตรงไปข้างหน้า และวัดทุก 3 ถึง 6 เดือน ไม่ใช่ทุกสัปดาห์ เพราะการวัดถี่เกินไปทำให้เห็นแต่ความคลาดเคลื่อน ไม่เห็นแนวโน้มจริง
การพาไปตรวจไม่ได้แปลว่าต้องฉีดฮอร์โมน
โดยทั่วไปแพทย์จะซักประวัติ วัดซ้ำด้วยเครื่องมือมาตรฐาน และอาจเอกซเรย์อายุกระดูกเพื่อดูว่ายังเหลือเวลาให้โตอีกเท่าไร หลายกรณีคำตอบคือเป็นการโตช้าตามแบบของครอบครัว และเด็กจะตามทันเองในภายหลัง การไปตรวจจึงมักจบที่ความสบายใจมากกว่าการรักษา
สิ่งที่ทำได้ในช่วงที่ยังโตได้

ไม่ว่าผลการประเมินจะเป็นอย่างไร ช่วงเวลาที่กระดูกยังเติบโตได้คือช่วงที่การดูแลให้ผลมากที่สุด และสิ่งที่มีผลจริงมีอยู่สามเรื่องหลัก คือการนอน อาหาร และการได้ออกแรง
การเคลื่อนไหวแบบลงน้ำหนัก
การกระโดด วิ่ง ปีนป่าย กระโดดเชือก หรือเล่นบาสเกตบอล เป็นการกระตุ้นกระดูกโดยตรงผ่านแรงที่ลงไปตามแนวยาว ส่วนการนั่งนิ่ง ๆ ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ไม่ได้ส่งสัญญาณนี้ให้ร่างกาย
วัตถุดิบที่กระดูกต้องใช้
Hi SHOT ใช้ Calcium L-Threonate 580 มิลลิกรัม ซึ่งดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป พร้อมวิตามินดี 3 และวิตามินเค 2 แบรนด์ K2VITAL ที่ช่วยพาแคลเซียมเข้าไปสะสมในกระดูก และแมกนีเซียม 60 มิลลิกรัมที่ช่วยทั้งการดูดซึมและการทำงานของกล้ามเนื้อ
นอกจากกลุ่มกระดูกแล้วยังมีโคลอสตรุม 360 มิลลิกรัมจากฟาร์มในฝรั่งเศส และกรดอะมิโนสามตัวคือแอล ไลซีน แอล ออร์นิทีน และแอล อาร์จินีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและความอยากอาหาร
วิธีทานและข้อควรรู้
ทานวันละ 1 ถึง 2 ซองสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ช่วงที่แนะนำคือก่อนนอน ผสมกับนม อาหาร หรือเครื่องดื่มได้ เพราะไม่มีสี ไม่แต่งกลิ่น และไม่มีรส
มีจุดที่ควรรู้ไว้สองเรื่อง เรื่องแรกคือ Hi SHOT มีโคลอสตรุมซึ่งเป็นโปรตีนจากนมวัว จึงไม่เหมาะกับเด็กที่แพ้นมวัว เรื่องที่สองคือแคลเซียมรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก ถ้าลูกทาน iRON SHOT ด้วย ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
และที่สำคัญ อาหารเสริมไม่ได้แทนการหาสาเหตุ ถ้าลูกมีสัญญาณตามหัวข้อก่อนหน้า ควรพาไปพบแพทย์ก่อนเสมอ
บทส่งท้าย
การยืนท้ายแถวไม่ใช่คำตอบ และการเทียบกับลูกคนอื่นก็ไม่ใช่เครื่องมือที่ดีพอจะใช้ตัดสินใจ
สิ่งที่ให้คำตอบได้จริงคือกราฟของลูกเอง ที่บอกว่าเขาโตไปในทิศทางไหนเมื่อเทียบกับตัวเขาเมื่อปีที่แล้ว
เมื่ออ่านมันเป็นแล้ว ความกังวลจะเปลี่ยนเป็นข้อมูล และข้อมูลคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจได้ว่าควรรอ ควรปรับ หรือควรพาไปตรวจ
ช่วงเวลาที่กระดูกของลูกยังโตได้มีจำกัด การดูแลในวันธรรมดาคือสิ่งที่ใช้ช่วงเวลานั้นได้คุ้มที่สุด
ทำความรู้จัก : Hi SHOT
คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย (FAQ)
ลูกอยู่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 ถือว่าผิดปกติไหม
ไม่จำเป็น ถ้าเขาอยู่เส้นนั้นมาโดยตลอดและโตขึ้นตามเส้นของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ก็ถือว่าปกติ สิ่งที่ควรใส่ใจมากกว่าคือการข้ามเส้นลงมาจากเดิม ซึ่งบ่งบอกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
ควรวัดส่วนสูงลูกบ่อยแค่ไหน
ทุก 3 ถึง 6 เดือนก็เพียงพอ และควรวัดในเวลาใกล้เคียงกันของวัน เพราะคนเราสูงตอนเช้ามากกว่าตอนเย็นได้ราวหนึ่งเซนติเมตร การวัดถี่เกินไปจะเห็นแต่ความคลาดเคลื่อน ไม่เห็นแนวโน้มจริง
คำนวณความสูงเป้าหมายจากพ่อแม่อย่างไร
ลูกชายใช้ส่วนสูงพ่อบวกส่วนสูงแม่บวก 13 แล้วหารสอง ลูกสาวใช้ส่วนสูงพ่อบวกส่วนสูงแม่ลบ 13 แล้วหารสอง ตัวเลขที่ได้เป็นค่ากลางที่มีช่วงคลาดเคลื่อนราว 8 เซนติเมตร ใช้เป็นแนวเทียบ ไม่ใช่คำทำนาย
พาไปตรวจแล้วจะต้องฉีดฮอร์โมนไหม
ส่วนใหญ่ไม่ แพทย์จะประเมินจากประวัติ การวัดซ้ำ และอาจเอกซเรย์อายุกระดูกก่อน หลายกรณีพบว่าเป็นการโตช้าตามแบบของครอบครัวและจะตามทันเอง การรักษาด้วยฮอร์โมนใช้เฉพาะในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น
เด็กอายุเท่าไรทาน Hi SHOT ได้ และทานวันละกี่ซอง
เหมาะกับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ทานวันละ 1 ถึง 2 ซองตามคำแนะนำบนฉลาก ช่วงเวลาที่แนะนำคือก่อนนอน
ทาน Hi SHOT พร้อม iRON SHOT ได้ไหม
ทานได้ในวันเดียวกัน แต่ไม่ควรทานพร้อมกัน เพราะแคลเซียมรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เช่นให้ iRON SHOT ช่วงบ่ายถึงเย็น และ Hi SHOT ก่อนนอน




ความคิดเห็น