top of page

น้ำตาลที่ลูกกินทุกวัน กำลังทำอะไรกับร่างกายเขา และทำไมยิ่งติดหวานเร็ว ยิ่งต้องรีบปรับ

  • รูปภาพนักเขียน: Silent Shot
    Silent Shot
  • 5 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

ขนมหวานชิ้นเล็ก ๆ ดูเหมือนไม่มีพิษภัย ลูกยิ้มมีความสุข เราก็ใจอ่อน แต่ถ้านับรวมทั้งวัน ทั้งนมรสหวาน น้ำผลไม้กล่อง โยเกิร์ต ขนม และของว่าง ปริมาณน้ำตาลที่เข้าตัวลูกอาจมากเกินกว่าที่ร่างกายเด็กคนหนึ่งควรได้รับไปไกล


และสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ น้ำตาลส่วนเกินไม่ได้แค่ทำให้ฟันผุ แต่กำลังส่งผลต่อร่างกายลูกในแบบที่เรามองไม่เห็น และยิ่งลูกคุ้นกับรสหวานเร็วเท่าไร การปรับกลับก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น


ความหวานที่ลูกได้รับในแต่ละวัน มากกว่าที่เราคิด


โดยเฉลี่ยแล้ว น้ำตาลคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของพลังงานที่เด็กได้รับในแต่ละวัน และครึ่งหนึ่งมาจากเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว ตัวเลขนี้สูงกว่าที่หน่วยงานด้านสุขภาพแนะนำไว้มาก


เด็กต้องการน้ำตาลเติมน้อยกว่าที่คิด

องค์การอนามัยโลกและสมาคมกุมารแพทย์แนะนำว่า เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรได้รับน้ำตาลเติมเลย ส่วนเด็กตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ควรได้รับน้ำตาลเติมไม่เกินวันละประมาณ 25 กรัม หรือราว 6 ช้อนชา ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ความจริงแล้วนมรสหวานหรือน้ำผลไม้กล่องเพียงกล่องเดียวก็เกือบเต็มโควตาแล้ว


น้ำตาลแฝงที่เรามองไม่เห็น

ความหวานในแต่ละวันไม่ได้มาจากขนมอย่างเดียว แต่ซ่อนอยู่ในนมรสหวาน โยเกิร์ตปรุงแต่ง ซอส น้ำผลไม้กล่อง และของว่างที่ดูเหมือนเพื่อสุขภาพ เมื่อรวมกันทั้งวัน ปริมาณที่ลูกได้รับจึงเกินกว่าที่เราตั้งใจไว้เสมอ


น้ำตาลส่วนเกินกำลังทำอะไรกับร่างกายลูก


หลายคนคิดว่าน้ำตาลที่มากเกินไปก็แค่ทำให้ฟันผุ แต่ความจริงผลกระทบลึกกว่านั้นมาก และบางอย่างก็เริ่มสะสมเงียบ ๆ ตั้งแต่ยังเด็ก


ฟันผุที่เริ่มก่อนจะทันรู้ตัว

น้ำตาลคืออาหารของแบคทีเรียในช่องปาก เมื่อมันเปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรด กรดนั้นก็ค่อย ๆ กัดกร่อนฟันของลูกทุกครั้งที่เขากินของหวาน ยิ่งกินบ่อยระหว่างวัน ฟันก็ยิ่งถูกทำลายต่อเนื่องโดยที่เรายังไม่ทันเห็นรอย


แคลอรีที่ว่างเปล่า แย่งที่อาหารดี ๆ

น้ำตาลให้พลังงานแต่แทบไม่มีสารอาหารอื่นเลย เมื่อลูกอิ่มจากของหวาน เขาก็เหลือที่ในท้องให้กับข้าว ผัก และโปรตีนที่ร่างกายต้องการจริงน้อยลง นี่คือเหตุผลที่เด็กกินหวานเยอะหลายคนทั้งน้ำหนักเกินและขาดสารอาหารไปพร้อมกัน


ความเสี่ยงระยะยาวที่เริ่มตั้งแต่วันนี้

การได้รับน้ำตาลเติมมากเกินไปเป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงของภาวะอ้วน ไขมันพอกตับ ไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง และเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งวันนี้พบในเด็กมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดในวันเดียว แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากนิสัยการกินที่สะสมมาตั้งแต่เล็ก


ข่าวดีคือ ลิ้นของเด็กยังปรับกลับได้ และง่ายกว่าตอนโต


อ่านมาถึงตรงนี้อาจรู้สึกหนักใจ แต่ข่าวดีคือ ในเด็กเล็ก ลิ้นยังยืดหยุ่นสูงมาก งานวิจัยที่ค่อย ๆ ลดความหวานในของว่างของเด็กวัยอนุบาล พบว่าเด็กปรับตัวและพอใจกับความหวานที่น้อยลงได้จริง ต่างจากผู้ใหญ่ที่เปลี่ยนได้ยากกว่ามาก นี่คือช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุดที่จะลงมือ


ค่อย ๆ ลด ดีกว่าหักดิบ

ไม่จำเป็นต้องงดของหวานทั้งหมดในชั่วข้ามคืน การค่อย ๆ ลดระดับความหวานทีละนิดจะนุ่มนวลกับลูกและยั่งยืนกว่า เช่น เจือจางน้ำหวาน ลดน้ำตาลในเมนูที่ทำเอง เปลี่ยนเครื่องดื่มหวานเป็นน้ำเปล่าหรือนมจืด และเปลี่ยนของว่างหวานจัดเป็นผลไม้สดบ้าง


อ่านฉลากก่อนหยิบใส่ตะกร้า

หลายผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเติมน้ำตาลมากกว่าที่เราคิด การพลิกดูปริมาณน้ำตาลบนฉลากก่อนซื้อ จะช่วยให้เราตัดน้ำตาลแฝงออกไปได้มากโดยที่ลูกแทบไม่รู้สึกถึงความต่าง


โต๊ะอาหารของครอบครัวคือครูที่ดีที่สุด

เด็กเรียนรู้รสชาติจากสิ่งที่คนในบ้านกิน ถ้าทั้งบ้านค่อย ๆ ลดหวานไปด้วยกัน ลูกก็จะซึมซับโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ และนี่มีพลังมากกว่าการห้ามเป็นรายครั้งเสียอีก


บทส่งท้าย

การลดน้ำตาลให้ลูกไม่ใช่การพรากความสุขของเขา แต่คือการปกป้องร่างกายเล็ก ๆ ที่ยังเติบโตไม่เสร็จ ให้ความหวานเป็นความสุขเป็นครั้งคราว ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีในทุกมื้อ


ทุกครั้งที่คุณเลือกความหวานที่พอดีให้ลูกในวันนี้ คุณกำลังลดความเสี่ยงที่เขาจะต้องเผชิญในอีกหลายสิบปีข้างหน้า และนั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่กว่าขนมชิ้นไหน

ถ้าอยากเริ่มจากจุดเล็ก ๆ การเลือกวิตามินและของเสริมที่ไม่เพิ่มน้ำตาลให้ลูก ก็เป็นก้าวแรกที่ช่วยให้เขาไม่ต้องรับความหวานเกินจำเป็นในแต่ละวัน

ทำความรู้จัก Silentshot วิตามินเด็กที่ไม่มีน้ำตาล : Silentshot

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย

น้ำตาลทำให้ลูกฟันผุอย่างเดียวจริงไหม

ไม่ใช่ค่ะ ฟันผุเป็นเพียงผลที่เห็นชัดที่สุด แต่น้ำตาลส่วนเกินยังเพิ่มความเสี่ยงของภาวะอ้วน ไขมันพอกตับ ไขมันในเลือดผิดปกติ และเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเริ่มสะสมได้ตั้งแต่วัยเด็ก


เด็กควรได้รับน้ำตาลเติมวันละเท่าไร

เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรได้รับน้ำตาลเติมเลย ส่วนเด็กตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ไม่ควรเกินประมาณวันละ 25 กรัม หรือราว 6 ช้อนชา ซึ่งนมรสหวานหรือน้ำกล่องเพียงกล่องเดียวก็เกือบเต็มแล้ว


ลูกติดหวานไปแล้ว ยังแก้ได้ไหม

ได้ค่ะ โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ลิ้นยังปรับตัวง่าย การค่อย ๆ ลดความหวานในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ลูกคุ้นกับรสที่หวานน้อยลงได้ภายในไม่กี่สัปดาห์


ผลไม้หวาน ๆ ให้ลูกกินได้ไหม

ได้ค่ะ ผลไม้ให้ความหวานพร้อมใยอาหารและวิตามิน ต่างจากน้ำตาลเติมที่ให้แต่ความหวานล้วน การให้ผลไม้สดแทนขนมหวานจัดจึงเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

ความคิดเห็น


logo silent shot.png

follow us

  • TikTok
  • Line
  • เเต่งหน้า ร้าน LAZADA ใหม่ (18)
  • Facebook
  • Instagram
bottom of page